JustABit

พอดีได้อ่านนิตยสารเล่มหนึ่ง แล้วก็นึกถึงมหาวิทยาลัยขึ้นมา
นึกถึงคำถามที่ว่า ลองคิดดูดีๆแล้วมีความรู้ซักกี่เปอร์เซนต์ที่เราได้จากมหาวิทยาลัยแล้วได้นำมาใช้งานจริงทุกวันนี้ ถ้านับกันเฉพาะฝั่งด้านเทคนิคอาจจะมีเพียงร้อยละไม่เท่าไหร่ จะมีซักกี่คนที่ยังได้ใช้ประโยชน์จาก Physics I หรือ ยังได้มีโอกาสดิพเลขกันในชีวิตจริง

แต่เพื่อนที่จบไปเป็นแม่พิมพ์ของชาติก็กล่าวถึงปรัชญาการศึกษาไว้อย่างน่าสนใจว่า
..ที่สำคัญคือเรียนไปให้รู้จักคิด..
เนื้อหาวิชาอาจเป็นส่วนประกอบที่พอเสร็จแล้วอาจเลือนหายไป แต่ส่วนที่ต้องเหลือไว้คือการรู้จักคิด

นึกถึงอีกเรื่องหนึ่ง เรื่องเด็กบางคนที่ค้นพบความชอบของตัวเองตั้งแต่เยาว์วัยแล้วเลี่ยงที่จะเข้ามหาวิทยาลัยเพราะ
..มันไม่ใช่วิถีทางของเขา..
แม้ว่าสิ่งที่เขาชอบจะเปิดสอนในมหาวิทยาลัย แต่ความรู้ทุกวันนี้ที่เขาดีกว่าเพื่อนนั้นไม่ได้มาจากอาจารย์คนไหนแต่เพราะโลกไซเบอร์นั้นเอื้อต่อการศึกษาด้วยตนเอง นัยหนึ่งก็ดีใจด้วยที่เขาค้นพบตัวเองได้เร็วและมีความสามารถ แต่อีกนัยก็เสียดายเพราะมหาวิทยาลัยก็ให้อะไรไม่น้อย

ในนิตยสารที่อ่านนั้นเป็นบทสัมภาษณ์ของศิลปินชาวอินเดียที่มีต่อมหาวิทยาลัยด้านศิลปะของเขา
"I don't think they taught me anything."
"But being surrounded by people who also wanted to be artists was important"

อ่านแล้วก็เห็นด้วยในท่อนหลัง ในสาขาของเราอาจไม่อ่อนไหวเช่นศิลปะ แต่ก็รู้สึกได้เช่นเดียวกัน

edit @ 10 Dec 2007 20:41:24 by เจ๋งเป้งแมนตัวสีแดง

วันนี้ได้มีโอกาสไปหอศิลป์สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ความจริงทุกวันนี้นั่งรถผ่านที่นี่บ่อยกว่าเดือนละครั้ง นับตั้งแต่เขาเปิดหอศิลป์มาประมาณห้าปี แต่ก็เป็นครั้งแรกที่ได้เข้าไปข้างใน อาจเป็นเพราะหอศิลป์ดูไม่ใช่ที่เที่ยวของชาวเราทั่วๆไป และก็แน่นอนว่าที่ไปวันนี้ไม่ใช่ความริเริ่มของตัวเอง

หอศิลป์นี้ชื่อไทยยาวสักหน่อย แต่ชื่อภาษาฝรั่งก็ย่อให้เรียกง่ายว่า Queen's Gallery เชื่อว่าคนที่ผ่านราชดำเนินคงพอได้เห็นป้ายคุ้นตาอยู่บ้าง ตัวตึกตั้งติดกับสะพานผ่านฟ้า มองเห็นได้แต่ไกล ค่าเข้าชมก็แค่ 20 บาท อันที่จริงรู้สึกว่าถ้าเป็นนักศึกษาแสดงบัตรจะเข้าชมฟรี แต่ด้วยค่าธรรมเนียมเพียงเท่านี้ก็เลยเลือกไม่แสดงบัตรดีกว่า 20 บาท ช่วยเขาเป็นค่าดูแล

เข้าไปดูนิทรรศการ "พระเจ้าอยู่หัวในดวงใจ" และ "น้ำเปลี่ยนรูป" ความตั้งใจแรกนั้น ตั้งใจไปดู "พระเจ้าอยู่หัวในดวงใจ" อย่างเดียว หลายคนอาจได้ดูรายการทางทีวี จำไม่ได้ว่ารายการอะไรแต่เป็นของ ทีวีบูรพา เขาไปถ่ายทำการทำงานครั้งนี้ของคุณอนุชัยด้วย ว่าคุณอนุชัยนั้นได้เดินทางไป 76 จังหวัดทั่วประเทศ ไปถ่ายรูปภาพถ่ายในหลวงในบ้านแต่ละจังหวัดออกมา เรียกว่าให้ภาพถ่ายนั้นเล่าเรื่อง บางภาพก็เก่ามาก บางภาพแขวนมาตั้งแต่ก่อนเจ้าของปัจจุบันเกิด บางภาพ เจ้าของไม่มีเงินหาซื้อรูปต้องเย็บผ้าห่มไปแลกมาก็มี ภาพถ่าย 81 รูป จัดแสดงอยู่สองชั้นล่าง

ถัดขึ้นไปชั้นสามมีผลงานชุด "น้ำเปลี่ยนรูป" ก็ไปเห็นวิธีนำเสนอแปลกๆใหม่ๆดี เป็นภาพแบบที่กึ่งๆจะ abstract อยู่เหมือนกัน บอกแบบนี้ ก็ไม่แน่ใจว่าอธิบายได้ถูกตามตำราหรือเปล่า แต่ก็สวยดีเหมือนกัน

ก็เลยอยากชวนใครที่ผ่านไปผ่านมาแถวนั้นโดยเฉพาะเพื่อนผองชาวฝั่งวิทย์ ลองแวะไปดูเล่นก็น่าจะเป็นการพัฒนาสมองอีกข้างดีเหมือนกัน

More Detail : http://www.queengallery.org

edit @ 19 Nov 2007 00:13:26 by เจ๋งเป้งแมนตัวสีแดง

หลังจากคราวก่อนไร้สาระไปมากแล้วก็ขอกลับมามีสาระนิดนึง อันนี้สืบเนื่องมาจากการเรียนวิชาเศรษฐศาสตร์ในเทอมที่แล้ว ครูได้แนะนำให้รู้จักหนังสือเล่มนึง ที่มีชื่อว่า
"Small is beautiful"
หนังสือเล่มนี้เขียนขึ้นมาหลายสิบปีแล้ว แต่ก็ยังมีแนวคิดที่ยังน่าสนใจและใช้ได้อยู่กับปัจจุบัน เลยจะแอบเล่าสู่กันฟังนิดนึง แต่ก็ไม่ใช่ว่าชำนาญเรื่องนี้ ถ้าผิดตรงไหนก็ขออภัยด้วยนะคับพี่น้อง

ขอเริ่มต้นที่เรื่องเทคโนโลยีก็แล้วกัน ถ้าจะถามว่าคนเราพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ๆขึ้นมาทำไม คำตอบก็คงเป็นเพื่อให้มนุษย์ได้รับความสะดวกสบายมากยิ่งขึ้น อันนี้เป็นคำตอบแบบมาตรฐานทั่วๆไป แต่ในหนังสือตั้งคำถามกับเรื่องนี้ในอีกแง่มุมหนึ่ง โดยเฉพาะในประเทศกำลังพัฒนาว่า

จริงหรือไม่ที่เทคโนโลยีนั้นช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของมนุษย์ให้ดีขึ้น ....

ลองคิดดูตอนที่เรามีเครื่องจักรใหม่ช่วยให้ทอผ้าได้มากขึ้น รวดเร็วขึ้นในราคาที่ถูกลง มองแบบนี้แล้วคุณภาพชีวิตของคนมันน่าจะดีขึ้น คนสบายขึ้น เพราะเราผลิตได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ลงแรงน้อยลง ได้งานเท่าเดิม แต่ในอีกมุมมองนึง ใครที่เป็นเจ้าของความสบายอันนี้ ก็คือเจ้าของโรงงานที่มีเงินซื้อเครื่องจักร ส่วนคนที่เดิมเคยมีอาชีพทอผ้าด้วยมือก็กลับอยู่ได้ยากขึ้น เพราะต้นทุนต่อหน่วยแพงกว่าผ้าจากโรงงาน สิ่งที่ตามมาก็คือ เขาต้องเปลี่ยนอาชีพและไหลเข้าสู่ภาคอุตสาหกรรม และเนื่องจากเรามีเครื่องจักรเราก็ประหยัดคน เพราะฉะนั้นคนที่ไหลเข้าภาคอุตสาหกรรมนั้นก็มีเกินความต้องการ สุดท้ายก็นำไปสู่ปัญหา unemployment หรือ underemployment

นอกจากนั้น ภาคอุตสาหกรรมก็กระจุกตัวในเมืองใหญ่เพราะต้องการ facility สิ่งที่ตามมาก็คือ Mass Migration คือ คนส่วนมากอยู่ในชนบท แต่งานส่วนมากอยู่ในเมือง เมื่ออยู่บ้านก็ไม่มีงานทำ ก็เข้าเมือง ซึ่งเมืองนั้นก็ไม่สามารถรองรับคนจำนวนมากที่หลั่งไหลเข้ามาได้ สุดท้ายก็เกิดเป็นปัญหาสังคม ส่วนชนบทก็มีแต่คนแก่กับเด็ก ก็เกิดปัญหาสังคมได้ง่ายอีกเพราะเมืองไม่สมดุล

สรุปคือ

เทคโนโลยีดีขึ้น -> ผลิตมากขึ้นใช้คนน้อยลง -> คนตกงานมากขึ้น -> Mass Migration เข้าเมือง -> เมืองรองรับไม่ได้/คนมีเงินไม่เพียงพอ -> ปัญหาสังคม

ทีนี้ก็มีแนวคิดเชิงแก้ไขที่น่าสนใจที่เขาพูดถึงในหนังสือ
1. Produce by masses กับ mass production - เมื่อเราเห็นว่าเรามีคนมากขึ้นเราก็พยายามเอาเทคโนโลยีมาลด cost โดยใช้ mass production แต่ถ้ามองกลับกัน แทนที่เราจะพยายามลด cost ของสินค้าแต่ละชิ้น เราก็สร้างรายได้ให้คนส่วนมากโดยใช้คนจำนวนมากผลิต(produce by masses) แทน

2. Intermediate Technology - จากที่ว่ามาดูเหมือนว่าเทคโนโลยีดูเป็นศัตรูต่อการพัฒนา ทีนี้ถามว่าถ้างั้นเราจะต้องถอยหลังลงคลองกัน กลับไปจุดตะเกียงกันเลย ก็คงไม่ใช่ คือ เทคโนโลยีไม่ใช่ว่าไม่ดี แต่ต้องเลือกใช้อย่างเหมาะสม ต้องเหมาะกับความสามารถของคนส่วนใหญ่ทั้งความสามารถในการ manage และความสามารถในการ afford คือ จะให้ดีมันต้องไม่ซับซ้อนเกินไปและไม่แพงมาก ทำให้คนจำนวนมากสามารถเรียนรู้และเป็นเจ้าของได้

3. location - งานควรไปอยู่ที่ชุมชนต่างๆ ไม่ใช่อยู่แต่ในเมืองใหญ่ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิด mass migration คือ สืบเนื่องจากข้อข้างบน ถ้าเทคโนโลยีไม่แพงเกินไปแล้ว เราก็จะมีคนที่สามารถเป็นเจ้าของได้มากขึ้น พอมีได้มากขึ้นก็สามารถกระจายได้มากขึ้น และควรจะกระจายกลับไปยังชุมชนต่างๆ ที่มีคนอาศัยอยู่แล้ว เพื่อให้ไม่ต้องอพยพไปหางานทำ

พออ่านเสร็จก็รู้สึกถึงส่วนหนึ่งของ เศรษฐกิจพอเพียง

หมายเหตุ : อันนี้มีความเห็นส่วนตัวลงไปด้วยไม่ได้แปลหนังสือมา กรุณาใช้วิจารณญาณในการอ่าน แต่พยายามคง keyword บางคำไว้ไม่แปล อาจจะไทยคำอังกฤษคำไปหน่อย ต้องขออภัยด้วย เนื่องจากคิดว่าแปลแล้วน่าจะผิดมากกว่า

==========================
ภาคต่อเรื่อง Mass Migration

สืบเนื่องจากเรื่องนี้ ก็มีเรื่องที่เจอๆอยู่หลายเรื่องที่ทำให้นึกถึง mass migration ว่ามันไม่ได้เกิดแค่ระดับประเทศแล้ว แต่มันเป็นภูมิภาค หรือระดับโลกเลยทีเดียว เรื่องที่เจอๆคือ
1. รู้สึกว่าฝรั่งแก่ๆมาอยู่ประเทศเรามากขึ้น เข้าสูตรมาตรฐานคือแต่งงานกับสาวไทย แล้วมาเกษียณแถวนี้ เพราะค่าครองชีพต่ำ
2. มีแรงงานต่างด้าวในภูมิภาค มาทำงานประเทศเรามากขึ้น เพราะค่าครองชีพสูงกว่าประเทศเพื่อนบ้าน
3. เห็นคนที่มีโอกาสทำงานเมืองนอก ก็ไปทำงานเมืองนอกมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นไต้หวัน ยุโรป หรือ อเมริกา
4. ดูข่าวทีวี เด็กไต้หวันจบมาใหม่ๆ ก็อยากไปทำงานอเมริกา ยุโรป กันเยอะเหมือนกัน เป็นค่านิยม ก็ไม่ต่างจากประเทศเราเลย

เห็นแล้วก็รู้สึกว่า ประเทศเรานี่ คล้ายๆจะเป็นเมืองของภูมิภาค แต่ก็เป็นชนบทของโลกนี้แฮะ จะว่าไปถ้าการเคลื่อนตัวมันง่ายกว่านี้ ประเทศเราก็อาจจะเหลือ คนแก่กับเด็ก แล้วก็แรงงานต่างด้าว ส่วนคนหนุ่มสาวเราก็อาจจะไปทำงานประเทศที่ค่าครองชีพสูงกว่า เพื่อให้ได้ส่วนต่างค่าครองชีพกลับมาใช้เป็นคนรวยในเมืองไทย

===========================

ภาคต่อเรื่อง How Small Our Thinking Is

ได้มาจากใน webboard ที่ puean'goo มาโพสไว้ เห็นเรื่องมันคล้ายๆกันเหมือนกันแฮะ ว่าด้วยการขยายตัวอย่างรวดเร็วของเทคโนโลยี

Don't underestimate the power of technological change. "Information technologies are doubling in power every year right now," he tells the crowd of 400 or so attendees. "Doubling every year is multiplying by 1000 in ten years. It's remarkable how scientists miss this basic trend.""

http://softwaresafari.typepad.com/software_safari_premium_b/2007/07/how-small-our-t.html

โย จ วสฺสสตํ ชีเว กุสีโต หีนวีริโย
เอกาหํ ชีวิตํ เสยฺโย วิริยํ อารภโต ทฬฺหํ

ผู้เกียจคร้าน มีความเพียรเลว พึงเป็นอยู่ตั้งร้อยปี
ส่วนผู้ปรารภความเพียรมั่นคง มีชีวิตอยู่เพียงวันเดียวก็ประเสริฐกว่า

ขุ.ธ.