A-Nothing

วันนี้ซื้อนิตยสารมาหนึ่งเล่ม มีชื่อว่า Positioning
ถ้าเป็นเพื่อนในฝั่ง marketing ก็น่าจะคุ้นเคยกันอยู่
กับพวกหนังสือประมาณนี้ พวก marketeer, Bad, positioning
แต่ถ้าเป็นเด็กคอมอย่างเรา การอ่านหนังสือเรื่องนี้น่าจะเป็นเรื่องที่แปลกพอสมควร
เอาเป็นว่าเราไม่ค่อยได้เห็นเพื่อนคอมคนไหนอ่านหนังสือตระกูลนี้ซักเท่าไหร่

ในทางกลับกัน ก็คงเหมือนกับที่พวกเพื่อน marketing นั้นไม่อ่าน
computer today (ยังมีอยู่เปล่าไม่ได้อ่านนาน), PC world, hobby electronics
จำได้ว่าสมัยเรียนมหาลัย เราอ่านหนังสืออย่างนี้ เพื่อนคิดว่าเราแปลกมาก
(ดีนะที่มันไม่รู้ว่าสมัย ม.3 เราอ่าน tango ด้วย จุ๊ๆ...อย่าให้มันรู้ล่ะ)

ยิ่งหนังสือนิตยสารสมัยนี้มีกลุ่มเป้าหมายเฉพาะกลุ่มมากเหลือเกิน
หัวหนังสือเลยยิ่งแตกย่อยลงไป ถ้าสังเกตดีๆจะเห็นว่าในร้านมีนิตยสารหลายอย่างมาก
พอดีวันนี้ มีเวลายืนคอยแถวสถานีรถไฟฟ้า
ไม่รู้จะทำอะไรเลยยืนดูหนังสือ ก็เลยได้ positioning มาเล่มนึง

ก็เลยคิดว่า หนังสือ นิตยสารพวกนี้น่าสนใจนะ
น่าจะลองหานิตยสารหัวแปลกๆมาอ่านบ้างนานๆครั้ง (ปกติก็ไม่ค่อยซื้ออยู่แล้ว)
เพราะมันเป็นความคิดของคนในอีกด้านนึง
ของอีกกลุ่มนึงที่ต่างออกไป
เอาไว้จะลองอ่านอย่างอื่นดู บ้านและสวน, business week, update, ชีวจิต ก็น่าสนใจนะ

บางทีเราก็อยู่แต่ในที่ของเราตลอดเวลาจนไม่ได้มองไปดูรอบข้างบ้าง
ออกนอกกะลาบ้างก็ดีเหมือนกัน...
อ๊บ...อ๊บ....

วันนี้ดูทีวีมีคำถามชิงรางวัลถามว่าพารามีเซียมใช้อะไรในการเคลื่อนไหว ไม่น่าเชื่อว่าเราตอบคำถามนี้ได้ด้วย มันคือ ซีเรีย งัยล่า 5555 โอเค..อาจจะได้เกรดเฉลี่ยวิชาชีวะ แค่ สองนิดๆ แต่นั่นแหละ ก็สามารถตอบคำถามนี้ได้ด้วย เจ๋งป่ะล่ะ

นั่นคือที่มาของ blog ในวันนี้ ที่ไม่ได้เขียนกันมานานเนิ่น เพราะเอาเวลาไปเรียนหนังสือและทำมาหากินกันอยู่นะพี่น้อง อดใจอีกซักเดี๋ยวก็จะเรียนจบแล้ว

อ่ะ กลับมาต่อเรื่อง คนอยู่ไฟลัมคอร์ดาต้า ดีกว่า .... มันมาได้ยังไง ก็หลังจากได้ยินคำว่า ซีเรีย ก็เหมือนไปกระตุ้นต่อมชีวะขึ้นมา(อยู่ตรงไหนในร่างกายเนี่ยต่อมนี้) ก็เลยพาลไปนึกถึงคำว่า คอร์ดาต้า ขึ้นมา เพราะมันเป็นส่วนเล็กๆในความรู้อันมากมายที่ได้ร่ำเรียนมาจากวิชาชีวะ เอ้อ..ละอายแก่ใจ ยอมรับก็ได้ว่ามันแทบจะเป็นความรู้เดียวที่เหลืออยู่จากการเรียนชีวะตลอดชั้น ม.4 พูดไปอาจจะเข้าใจผิดว่าตอนม.4 ได้มาเยอะแล้วหายไปในช่วงหลัง อันที่จริงมันก็มีน้อยมาตั้งแต่ต้นแล้ว และยิ่งร่อยหรอลงไปอีกเมื่อเวลาผ่านไป

ในหมู่เพื่อนฝูงวงเพื่อนร่วมชั้น บางครั้งมันก็มีคำถามว่า ที่เราเรียนมาได้ใช้ซักกี่เปอร์เซนต์ แม้แต่วิชาทางคอมที่นับว่าเป็นสายตรงพวกเราก็ยังไม่แน่ใจเหมือนกันว่าเนื้อหานั้นได้ใช้เกินครึ่งรึเปล่า แต่ก็ไม่แน่ อาจจะเป็นความดักดานของเราเองที่นำไปประยุกต์ใช้ไม่เป็น

อย่ากระนั้นเลย เมื่อเรียนแล้วก็ควรนำมาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่มนุษยชาติ อย่างน้อยเราก็จำได้ล่ะนะว่าคนอยู่ไฟลั่มคอร์ดาต้า เพราะฉะนั้นก็ลองคิดเอาความรู้นี้มาใช้กันดีกว่า ก็เลยนั่งคิดอยู่ว่าจะใช้มันยังไง

คิด...คิด...คิด....อ่าลองประยุกต์กับความรู้ใหม่ๆที่เรียนมา
ในทางภาษา -.......
ในทางสังคม - .......
ในทางบัญชี - ........
ในทางฟิสิกส์ - .......
ไปไม่เป็นเลยซักอัน ใครว่างลองส่งประกวดได้นะพี่น้อง

รู้ละ ในทาง blog - เอามันมาตั้งเป็นหัวข้อ ล่อคนเข้ามาอ่านดีกว่า 5555

ในที่สุดมันก็มีประโยชน์แล้วววว

 

อาชีพของจขบ.นี้ปัจจุบันก็คงจัดเป็นอาชีพที่อยู่ในโทนอาชีพยอดฮิตสำหรับเด็กน้อยรุ่นใหม่วัยกระเตาะที่ยังไม่รู้อีโหน่อีเหน่ เหมือนที่เด็กเล็กในช่วงยี่สิบกว่าปีก่อนนั้น ตอบคำถาม"โตขึ้นอยากเป็นอะไร ? " โดยการ default route ว่า "หมอ" "พยาบาล" หรือ "ทหาร"

โลกเทคโนโลยี มันก็คงดูโก้เก๋ในสายตาเด็กน้อย ส่วนหนึ่งเข้าใจว่าเพราะมันมีความหมายโดยนัยถึงคนสร้างปังย่าหรือดอทเอ และมันจะเจ๋งแค่ไหนถ้าเราได้เป็นพระเจ้าที่กำหนดเกมได้ทั้งหมด โอ้..พระเจ้าจอร์จมันยอดมาก

อย่างไรก็ตามเพื่อช่วยให้น้องๆหนูๆเข้าใจอาชีพนี้ดีขึ้น ก็ขอชี้แจงความเข้าใจผิดต่ออาชีพนี้ที่มักเกิดขึ้นบ่อยๆ

1. เมื่อเรียนจบสายคอมแล้วคุณจะเขียนเกมได้ - เรื่องนี้ไม่ได้ระบุไว้ในเงื่อนไขการศึกษาแต่อย่างใด และจุดประสงค์ของการศึกษานั้นก็ไม่ได้มุ่งสู่การเขียนเกม ดังนั้นก็ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไรที่คนกว่า 80% ที่จบสายคอม ไม่ได้ทำงานเกี่ยวข้องกับเกมแม้แต่น้อย ยกเว้นแอบเล่นเกมในเวลางาน

2. เกมเจ๋งๆเขียนโดยเทพเจ้าโปรแกรมเมอร์ไม่กี่คน - เกมบางเกมอาจใช่ แต่เกมใหญ่ๆมักมีทีมงานมากกว่าที่คิด ตั้งแต่คนศึกษาตลาด สร้างตัวละคร ออกแบบโปรแกรม โปรแกรมเมอร์อย่างเดียวอาจจะเป็นร้อยก็ได้ เพราะฉะนั้นถ้าอยากทำเกมเรียนอย่างอื่นก็มีโอกาสได้ทำเหมือนกัน

3. อยากเรียนวิศวฯคอม เพราะอยากเรียนคอมพิวเตอร์กราฟฟิค - แม้ว่าใน curriculum ของคณะนี้ จะมีวิชาคอมพิวเตอร์กราฟฟิคให้เลือก แต่เนื้อหานั้นไม่ใช่การสร้างรูปให้มันสวยงาม แต่เป็นการคำนวณด้วยระบบ matrix ล้วนๆ เพื่อให้ศิลปินที่ทำงานกราฟฟิค(แน่นอนว่าไม่ใช่วิศวกร)ได้สรรค์สร้างความงามผ่านไอ้ matrix นั้น ส่วนฝั่งเทคนิคนั้นมีหน้าที่ทำยังไงก็ได้ให้คำนวณไอ้ matrix นี้ให้เร็วแล้วสามารถตอบสนองได้เร็วพอที่ความคิดสร้างสรรค์ของศิลปินมันจะไม่หายไปซะก่อน

4. งานไอทีเป็นงานที่ใช้สมองและโฮโซ - บางครั้งงานไอทีบางอย่างก็ไม่ได้ใช้สมองอย่างที่คิด เราไม่ได้นั่งคำนวณ ใช้ตรรกะ หรือ นั่งคิด algorithm เจ๋งๆทั้งวัน บางคนอาจจะได้ทำงานประจำเดิมๆซ้ำๆกันทุกวัน และบางครั้งเราก็อยู่ในระดับต่ำสุดใน business unit เป็นลูกกะจ๊อกจ๋องๆในบริษัท แต่ก็แน่นอนว่ามีบางคนที่ได้ดิบได้ดี ก็เหมือนกับอาชีพอื่นๆนั่นแหละมันไม่แน่เสมอไป

5. อาชีพของคนจบคอม คือ ซ่อม PC กับ โปรแกรมเมอร์ - อันนี้จริงเรามีงานหลากหลายและแตกย่อยลงมากมาย แต่ไม่เป็นที่รู้จักแพร่หลายแก่คนโดยทั่วไป เพราะมันไม่ได้อยู่ในหนัง (อาชีพไอทีที่ปรากฎในสื่อร้อยละ 99 ประกอบอาชีพโปรแกรมเมอร์ อันนี้เป็นที่น้อยใจของคนฝั่ง infra ไม่รู้ทำไมเหมือนกัน มันจะเป็นวิศวกรเครือข่ายมั่งไม่ได้หรืออย่างไร)

6. คนจบคอมสามารถซ่อมคอมได้ทุกชนิดทุกแบบ แม้ว่าจะเห็นเครื่องนั้นเป็นครั้งแรก - อันนี้ก็เข้าใจว่าเป็นความคลาดเคลื่อนจากการเสพสื่อมากเกินไป ที่มักแสดงออกว่าพวกนี้สามารถจัดการคอมได้ทุกรูปแบบโดยไม่ต้องอาศัยเวลาเรียนรู้ สามารถ hack เข้าไปในระบบเจ๋งๆได้ทุกระบบ แต่ความจริงแล้วถ้าไม่ใช่เทพเจ้าจริงๆคงทำแบบนั้นไม่ได้ง่ายๆ และแม้ว่าจะเป็น PC ธรรมดาคนคอมบางคนนั้นก็ไม่สามารถซ่อมได้เพราะเรามีความเชี่ยวชาญที่ต่างกัน หากน้องๆมีความเข้าใจแบบในข้อนี้อยู่ขอให้เลิกดูหนังซักระยะเพราะกำลังได้รับสื่อมากเกินไป

 

พักนี้เขียนแต่เรื่องจริงจัง ก็ขอมาเขียนเรื่องเบาๆกันมั่งดีกว่า ว่าด้วยการเดินทาง ถ้าสมมติเขียนเป็นทำนายดวงก็จะเขียนได้ดังนี้

ในช่วงนี้ จะมีดวงการเดินทางเป็นครั้งคราว ถ้าอยากไป อาจไม่ได้ไป ไม่มีดวงเดินทางต่างประเทศ  ในทางกลับกันแม้บางครั้งไม่อยากเดินทางไกล ก็อาจมีเหตุให้เดินทาง และบางครั้งอาจได้เดินทางไกลกว่าที่คาด

คือ ตอนแรกเนี่ยก็อยากไปเที่ยวลาวตัวสั่น แต่ก็มีงานเอาช่วงนี้พอดี ก็ไม่ได้ไป ทีนี้จะนอนตีพุงอยู่ office ดีๆ ก็มีเหตุให้ไปทำงานที่บางนาอีก ทีนี้จะไปบางนา ก็เรียกพี่แท๊กซี่จากบ้านเลย..ป้าบ
"พี่ไป ตึกเนชั่น บางนา"
พี่แท๊กซี่คิดเล็กน้อย ก่อนจะพยักหน้า ขึ้นรถมา พี่ก็ขับ..ป๊าบ ไปเลย ไม่พูดคุยกันเลยค้าบ
คิดในใจว่า ดีแฮะ เขารู้จักตึกด้วย ดีจะได้ไม่ต้องบอก
พี่ก็ขับทางไปบางนาเลย ออกดินแดง อะไรไปเรื่อยเปื่อย พอซักพัก พี่เขาเลี้ยวไปทางสุขุมวิท ก็เอะใจหนที่หนึ่ง ก็ว่าพี่เขาเลี้ยวออกสุขุมวิททำไม ไม่ตรงไปเลยหว่า ก็มองโลกแง่ดี พี่เขาคงถนัดทางสุขุมวิทมากกว่า ทางนั้นก็ไปได้เหมือนกัน พอทีนี้ก็นั่งไปเรื่อยเปื่อย ก็ชักง่วงๆ อยากหลับ เผลอๆไป..หันมาอีกที เฮ้ย เห็นห้องสมุดมารวย ตลาดหลักทรัพย์นี่หว่า
...ตึ่ง...
และก็ดังที่ทราบกันอยู่ว่า จขบ เองนั้นก็ไม่ได้เป็นเด็กกทม. โดยกำเนิด แม้ว่าตามทะเบียนจะแจ้งเกิด ณ ศิริราช แต่ก็โดนอุ้มกลับกระทุ่มแบนตั้งแต่ยังไม่รู้จักชื่อถนน เลยไม่ได้ชำนาญเส้นทางลัดต่างๆในกรุงเทพมากนัก ก็เลยไม่ค่อยมั่นใจ พี่เขาอาจมีทางลับสุดยอด แต่มาทางนี้ลักษณะเหมือนไม่น่าใช่แล้วมั้งพี่ เลยเลียบๆเคียงๆถามว่า
"พี่ เอ่อ จะไปทางไหนเหรอพี่"
"ก็..เอ่อ..จะไป..รัชดา..เอ่อ.." อ้อมแอ้มมาก แต่ได้ใจความคำสุดท้าย ..... "ไปผ่านวงเวียนใหญ่"
เอ่อ..พี่ ผ่านทำไมเหรอพี่ วงเวียนใหญ่ เนี่ย
"ไปบางนานะพี่"
"อ้าวเหรอ ผมนึกว่าบางแค"
... ตึ่ง .....โป๊ะ....
ดีนะเนี่ย ไม่หลับไป ไม่งั้นสงสัยได้ไปตื่นอยู่เดอะมอลล์ บางแค

แต่ที่สุดแล้วจะมีที่ไหนที่มีบริการทุกระดับประทับใจเหมือนบริการรถตู้กลับบ้านเฮา เดินไปถึงจุดจอดรถประจำ ปรากฎว่าวันนี้มันจอดไม่ได้ ก็มองซ้ายมองขวา เหมือนจะทำอะไรไม่ถูก พี่คุมคิวเดินมาหาเลย หันหน้ามากวักมือเรียก
..น้องๆมานี่..
นี่ขนาดไม่ค่อยได้ขึ้นนะเนี่ย สงสัยหน้าตาจะมีเอกลักษณ์มากหรือหน้าตาบอกอำเภอมากอย่างใดอย่างหนึ่ง แบบหน้าอย่างน้องนี่กระทุ่มแบนชัวร์
แอบคิดว่า เอ้า.. แล้วถ้าสมมติวันนี้จะไปเยี่ยมเพื่อนที่สามพรานอ่ะพี่
..ตึ่ง...

edit @ 8 Jan 2008 00:43:04 by เจ๋งเป้งแมนตัวสีแดง