2009/Mar/02

เนื่องจากติดปัญหาทางเทคนิคเล็กน้อย ว่าไม่สามารถ up รูปลงใน blog นี้ได้

เลยขอหนีปัญหาไปอยู่ที่อื่น ก็ไปได้ที่ blogspot นะ

ก็กดลิ้งค์นี้ตามมาได้เลย

http://jred0.blogspot.com

2009/Feb/25

วันนี้ซื้อนิตยสารมาหนึ่งเล่ม มีชื่อว่า Positioning
ถ้าเป็นเพื่อนในฝั่ง marketing ก็น่าจะคุ้นเคยกันอยู่
กับพวกหนังสือประมาณนี้ พวก marketeer, Bad, positioning
แต่ถ้าเป็นเด็กคอมอย่างเรา การอ่านหนังสือเรื่องนี้น่าจะเป็นเรื่องที่แปลกพอสมควร
เอาเป็นว่าเราไม่ค่อยได้เห็นเพื่อนคอมคนไหนอ่านหนังสือตระกูลนี้ซักเท่าไหร่

ในทางกลับกัน ก็คงเหมือนกับที่พวกเพื่อน marketing นั้นไม่อ่าน
computer today (ยังมีอยู่เปล่าไม่ได้อ่านนาน), PC world, hobby electronics
จำได้ว่าสมัยเรียนมหาลัย เราอ่านหนังสืออย่างนี้ เพื่อนคิดว่าเราแปลกมาก
(ดีนะที่มันไม่รู้ว่าสมัย ม.3 เราอ่าน tango ด้วย จุ๊ๆ...อย่าให้มันรู้ล่ะ)

ยิ่งหนังสือนิตยสารสมัยนี้มีกลุ่มเป้าหมายเฉพาะกลุ่มมากเหลือเกิน
หัวหนังสือเลยยิ่งแตกย่อยลงไป ถ้าสังเกตดีๆจะเห็นว่าในร้านมีนิตยสารหลายอย่างมาก
พอดีวันนี้ มีเวลายืนคอยแถวสถานีรถไฟฟ้า
ไม่รู้จะทำอะไรเลยยืนดูหนังสือ ก็เลยได้ positioning มาเล่มนึง

ก็เลยคิดว่า หนังสือ นิตยสารพวกนี้น่าสนใจนะ
น่าจะลองหานิตยสารหัวแปลกๆมาอ่านบ้างนานๆครั้ง (ปกติก็ไม่ค่อยซื้ออยู่แล้ว)
เพราะมันเป็นความคิดของคนในอีกด้านนึง
ของอีกกลุ่มนึงที่ต่างออกไป
เอาไว้จะลองอ่านอย่างอื่นดู บ้านและสวน, business week, update, ชีวจิต ก็น่าสนใจนะ

บางทีเราก็อยู่แต่ในที่ของเราตลอดเวลาจนไม่ได้มองไปดูรอบข้างบ้าง
ออกนอกกะลาบ้างก็ดีเหมือนกัน...
อ๊บ...อ๊บ....

2008/Sep/25

วันนี้ดูทีวีมีคำถามชิงรางวัลถามว่าพารามีเซียมใช้อะไรในการเคลื่อนไหว ไม่น่าเชื่อว่าเราตอบคำถามนี้ได้ด้วย มันคือ ซีเรีย งัยล่า 5555 โอเค..อาจจะได้เกรดเฉลี่ยวิชาชีวะ แค่ สองนิดๆ แต่นั่นแหละ ก็สามารถตอบคำถามนี้ได้ด้วย เจ๋งป่ะล่ะ

นั่นคือที่มาของ blog ในวันนี้ ที่ไม่ได้เขียนกันมานานเนิ่น เพราะเอาเวลาไปเรียนหนังสือและทำมาหากินกันอยู่นะพี่น้อง อดใจอีกซักเดี๋ยวก็จะเรียนจบแล้ว

อ่ะ กลับมาต่อเรื่อง คนอยู่ไฟลัมคอร์ดาต้า ดีกว่า .... มันมาได้ยังไง ก็หลังจากได้ยินคำว่า ซีเรีย ก็เหมือนไปกระตุ้นต่อมชีวะขึ้นมา(อยู่ตรงไหนในร่างกายเนี่ยต่อมนี้) ก็เลยพาลไปนึกถึงคำว่า คอร์ดาต้า ขึ้นมา เพราะมันเป็นส่วนเล็กๆในความรู้อันมากมายที่ได้ร่ำเรียนมาจากวิชาชีวะ เอ้อ..ละอายแก่ใจ ยอมรับก็ได้ว่ามันแทบจะเป็นความรู้เดียวที่เหลืออยู่จากการเรียนชีวะตลอดชั้น ม.4 พูดไปอาจจะเข้าใจผิดว่าตอนม.4 ได้มาเยอะแล้วหายไปในช่วงหลัง อันที่จริงมันก็มีน้อยมาตั้งแต่ต้นแล้ว และยิ่งร่อยหรอลงไปอีกเมื่อเวลาผ่านไป

ในหมู่เพื่อนฝูงวงเพื่อนร่วมชั้น บางครั้งมันก็มีคำถามว่า ที่เราเรียนมาได้ใช้ซักกี่เปอร์เซนต์ แม้แต่วิชาทางคอมที่นับว่าเป็นสายตรงพวกเราก็ยังไม่แน่ใจเหมือนกันว่าเนื้อหานั้นได้ใช้เกินครึ่งรึเปล่า แต่ก็ไม่แน่ อาจจะเป็นความดักดานของเราเองที่นำไปประยุกต์ใช้ไม่เป็น

อย่ากระนั้นเลย เมื่อเรียนแล้วก็ควรนำมาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่มนุษยชาติ อย่างน้อยเราก็จำได้ล่ะนะว่าคนอยู่ไฟลั่มคอร์ดาต้า เพราะฉะนั้นก็ลองคิดเอาความรู้นี้มาใช้กันดีกว่า ก็เลยนั่งคิดอยู่ว่าจะใช้มันยังไง

คิด...คิด...คิด....อ่าลองประยุกต์กับความรู้ใหม่ๆที่เรียนมา
ในทางภาษา -.......
ในทางสังคม - .......
ในทางบัญชี - ........
ในทางฟิสิกส์ - .......
ไปไม่เป็นเลยซักอัน ใครว่างลองส่งประกวดได้นะพี่น้อง

รู้ละ ในทาง blog - เอามันมาตั้งเป็นหัวข้อ ล่อคนเข้ามาอ่านดีกว่า 5555

ในที่สุดมันก็มีประโยชน์แล้วววว

 

2008/Jan/22

อาชีพของจขบ.นี้ปัจจุบันก็คงจัดเป็นอาชีพที่อยู่ในโทนอาชีพยอดฮิตสำหรับเด็กน้อยรุ่นใหม่วัยกระเตาะที่ยังไม่รู้อีโหน่อีเหน่ เหมือนที่เด็กเล็กในช่วงยี่สิบกว่าปีก่อนนั้น ตอบคำถาม"โตขึ้นอยากเป็นอะไร ? " โดยการ default route ว่า "หมอ" "พยาบาล" หรือ "ทหาร"

โลกเทคโนโลยี มันก็คงดูโก้เก๋ในสายตาเด็กน้อย ส่วนหนึ่งเข้าใจว่าเพราะมันมีความหมายโดยนัยถึงคนสร้างปังย่าหรือดอทเอ และมันจะเจ๋งแค่ไหนถ้าเราได้เป็นพระเจ้าที่กำหนดเกมได้ทั้งหมด โอ้..พระเจ้าจอร์จมันยอดมาก

อย่างไรก็ตามเพื่อช่วยให้น้องๆหนูๆเข้าใจอาชีพนี้ดีขึ้น ก็ขอชี้แจงความเข้าใจผิดต่ออาชีพนี้ที่มักเกิดขึ้นบ่อยๆ

1. เมื่อเรียนจบสายคอมแล้วคุณจะเขียนเกมได้ - เรื่องนี้ไม่ได้ระบุไว้ในเงื่อนไขการศึกษาแต่อย่างใด และจุดประสงค์ของการศึกษานั้นก็ไม่ได้มุ่งสู่การเขียนเกม ดังนั้นก็ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไรที่คนกว่า 80% ที่จบสายคอม ไม่ได้ทำงานเกี่ยวข้องกับเกมแม้แต่น้อย ยกเว้นแอบเล่นเกมในเวลางาน

2. เกมเจ๋งๆเขียนโดยเทพเจ้าโปรแกรมเมอร์ไม่กี่คน - เกมบางเกมอาจใช่ แต่เกมใหญ่ๆมักมีทีมงานมากกว่าที่คิด ตั้งแต่คนศึกษาตลาด สร้างตัวละคร ออกแบบโปรแกรม โปรแกรมเมอร์อย่างเดียวอาจจะเป็นร้อยก็ได้ เพราะฉะนั้นถ้าอยากทำเกมเรียนอย่างอื่นก็มีโอกาสได้ทำเหมือนกัน

3. อยากเรียนวิศวฯคอม เพราะอยากเรียนคอมพิวเตอร์กราฟฟิค - แม้ว่าใน curriculum ของคณะนี้ จะมีวิชาคอมพิวเตอร์กราฟฟิคให้เลือก แต่เนื้อหานั้นไม่ใช่การสร้างรูปให้มันสวยงาม แต่เป็นการคำนวณด้วยระบบ matrix ล้วนๆ เพื่อให้ศิลปินที่ทำงานกราฟฟิค(แน่นอนว่าไม่ใช่วิศวกร)ได้สรรค์สร้างความงามผ่านไอ้ matrix นั้น ส่วนฝั่งเทคนิคนั้นมีหน้าที่ทำยังไงก็ได้ให้คำนวณไอ้ matrix นี้ให้เร็วแล้วสามารถตอบสนองได้เร็วพอที่ความคิดสร้างสรรค์ของศิลปินมันจะไม่หายไปซะก่อน

4. งานไอทีเป็นงานที่ใช้สมองและโฮโซ - บางครั้งงานไอทีบางอย่างก็ไม่ได้ใช้สมองอย่างที่คิด เราไม่ได้นั่งคำนวณ ใช้ตรรกะ หรือ นั่งคิด algorithm เจ๋งๆทั้งวัน บางคนอาจจะได้ทำงานประจำเดิมๆซ้ำๆกันทุกวัน และบางครั้งเราก็อยู่ในระดับต่ำสุดใน business unit เป็นลูกกะจ๊อกจ๋องๆในบริษัท แต่ก็แน่นอนว่ามีบางคนที่ได้ดิบได้ดี ก็เหมือนกับอาชีพอื่นๆนั่นแหละมันไม่แน่เสมอไป

5. อาชีพของคนจบคอม คือ ซ่อม PC กับ โปรแกรมเมอร์ - อันนี้จริงเรามีงานหลากหลายและแตกย่อยลงมากมาย แต่ไม่เป็นที่รู้จักแพร่หลายแก่คนโดยทั่วไป เพราะมันไม่ได้อยู่ในหนัง (อาชีพไอทีที่ปรากฎในสื่อร้อยละ 99 ประกอบอาชีพโปรแกรมเมอร์ อันนี้เป็นที่น้อยใจของคนฝั่ง infra ไม่รู้ทำไมเหมือนกัน มันจะเป็นวิศวกรเครือข่ายมั่งไม่ได้หรืออย่างไร)

6. คนจบคอมสามารถซ่อมคอมได้ทุกชนิดทุกแบบ แม้ว่าจะเห็นเครื่องนั้นเป็นครั้งแรก - อันนี้ก็เข้าใจว่าเป็นความคลาดเคลื่อนจากการเสพสื่อมากเกินไป ที่มักแสดงออกว่าพวกนี้สามารถจัดการคอมได้ทุกรูปแบบโดยไม่ต้องอาศัยเวลาเรียนรู้ สามารถ hack เข้าไปในระบบเจ๋งๆได้ทุกระบบ แต่ความจริงแล้วถ้าไม่ใช่เทพเจ้าจริงๆคงทำแบบนั้นไม่ได้ง่ายๆ และแม้ว่าจะเป็น PC ธรรมดาคนคอมบางคนนั้นก็ไม่สามารถซ่อมได้เพราะเรามีความเชี่ยวชาญที่ต่างกัน หากน้องๆมีความเข้าใจแบบในข้อนี้อยู่ขอให้เลิกดูหนังซักระยะเพราะกำลังได้รับสื่อมากเกินไป